Luna Sea in Memory
เขียนเมื่อวันที่ 18 ธันวาคม 2010
วันที่ 11 ธันวาคม 2010
ในวันที่มีคอนเสิร์ต ทุกคนตัดสินใจแล้วว่าจะไปเที่ยวในตอนเช้าก่อนที่จะกลับมาอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวไปคอนกันดังนั้นในเช้าที่ 11 นี้ เราเลยแยกๆกันไปตามความประสงค์
รั่วทัวร์ทริปนี้จึงประกอบด้วย 1.หญิงยุ 2.จ่งจ๊ง 3.โนะริน ณ โนะรันๆๆๆ 4.เชคกี้
เนื่องจากเราได้มีการคุยกันแล้วว่าจะไปม่งก๊ก แต่บิ๊บ,พี่สายชล,บี,เอ๋(แคร์กับนัทด้วยป่ะ???)จะไปไหว้พระกันที่วันนางชีและวัดหวังไท่ซ่านจึงแยกกันไป เราเลยวางแผนกับรั่วทัวร์ว่าจะไปซื้อของแทนเลยตื่นมาอาบน้ำแต่งตัว แล้วมาเจอกันประมาณ 11 โมงจึงได้ฤกษ์เดินทางไปยังม่งก๊ก พอไปถึงเราต้องหาอาหารลงกระเพาะก่อน
ม่งก๊ก
ขึ้นมาจากรถใต้ดินกะจะหาโจ๊กกิน แต่เนื่องจากโง่ ไม่ได้ถามทางบิ๊บมาก่อนเลยหาไม่เจอ ได้แต่คลำทางไปเรื่อยๆจนไปเจอร้านข้าวร้านหนึ่งเปิดอยู่ ร้านนั้นชื่อ Eat Together เป็นร้านอาหารที่บ้านมาก คือเพิ่งเปิดเลยทีเดียว เจ้าของร้านพูดอังกฤษก็ไม่ได้ เป็นเจ๊ 2 คนในร้าน เราก็ถามว่าเปิดหรือยังเป็นอังกฤษนั่นแหละ เขาก็ตอบกลับมาเป็นภาษาจีนว่าเปิดแล้ว(ฟังไม่ออก อาศัยมองหน้าเอา เขาพยักหน้าแล้ว) ก็เดินเข้าไป กะเหรี่ยง 4 คนเดินเข้าไปแบบงงๆว่ากรูจะมีอะไรให้กินจริงหรือ แต่ดูจากรูปแล้วอาหารน่ากินมาก! การสั่งอาหารก็เป็นอะไรที่สั่งไม่ได้ เลยอาศัยมองรูปแล้วชี้เอา เหลือน้ำที่จะกินละว่าจะกินน้ำอะไร เพราะมันไม่มีอังกฤษเลยสักตัวเดียว เลยเปิดหนังสืออันเป็นที่เพิ่งเดียวของรั่วทัวร์ขึ้นมา ด้านหลังมีภาษาจีน เลยถามไปว่า เจ๊ มีชานมมั๊ย แต่เจ๊ประมาณว่า มี แต่อุ่นก่อน เราก็เลยบอกว่างั้นเอา 4 หลังจากนั้นก็ได้อาหารมา อร่อยม๊าก! แล้วแก๊งนี้ก็รอดตายด้วยประการละฉะนี้ กินเสร็จก็ออกชอปตามอัธยาศัย จำได้ว่า ได้รองเท้า มา 1 คู่เป็น Converse Star, Pretz รสที่บ้านเราไม่มีอีก 12 กล่อง ถั่ววาซาบิชอบกินมาก 2 ถุง,เสื้อน้องชาย 1 ตัว,เชือกรองเท้า 4 อัน หมดละ แล้วก็กลับเพราะกลัวว่าโนะรินจะปวดขา แต่หมีก็บอกว่าเริ่มปวดๆแล้วล่ะ เลยกลับมาเพื่อพักผ่อนก่อน เดี๋ยวหมีไม่มีแรงยืน พอกลับมาก็วางของแล้วก็นอน เพราะยังไม่มีใครมา นอกจากเรา 4 คน ไม่รู้นอนไปได้นานแค่ไหน โนะรินก็มาปลุก ถามว่าแต่งตัวหรือยัง เราก็งัวเงียๆเดินมาเปิดประตูแล้วบอกว่ายังไม่แต่งไม่ต้องรีบแล้วกลับไปนอนต่อ สักพักจงก็มาเคาะอีก บอกว่าพี่เขียนตาให้หน่อย น้องกรู = =" แบบว่าพี่เอ็งจะนอน สุดท้ายเขียนตาจงเสร็จก็ไม่ได้นอนต่อ เลยแต่งตัวรอเพื่อนๆมา ไม่นาน บิ๊บกับที่เหลือก็มา
เวลาก่อนไปคอน
เริ่มจากเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่เพราะเสื้อดำที่เตรียมไว้ไม่เวิร์คเท่าไหร่ เลยเอาตัวที่จะใส่วันกลับมาใส่ก่อนแล้วเอาเสื้อจงมาใส่ทับ^^ แต่งหน้าตาดำปึ๊ด เอารองเท้าส้นสูง(มาก)ใส่กระเป๋า ไม่ได้เอากล้องไป สักพัก ก็จับเพื่อนๆมาเขียนตา 5555 เนื่อจากมันต้องดำ เลยจับมาเขียนตาแทบจะเรียงคนเลยทีเดียว จง บิ๊บ บี เอ๋ นัท เวลาที่ทุกคนใส่ดำมันดูดีมาก แบบเป็นน้ำหนึงใจเดียวกันสุดๆ มันให้อารมณ์แบบนี่แหละ กูมาดูคอนลูน่าเว่ย! ชุดนัทสวยมาก ลงทุนตัดกันใหม่เลยทีเดียวเหมาะกับนัทดีอ่ะ ชอบมากๆ หลังจากนั้นก็เริ่มเคลื่อนขบวนไปยืนรอรถที่ป้ายซึ่งดูเหมือนว่าพวกเราจะมาเร็วนะแต่ก่อนหน้านั้นมีคนมารอก่อนเราเหมือนกัน ตอนเดินข้ามถนนมานี่เขามองแบบ เฮ้ย กูรู้ไปดูคอนเหมือนกูใช่มะนี่! จากนั้นคนก็เริ่มมาเรื่อยๆ (ขอผ่านเรื่องไม่ประทับใจเพราะอยากเก็บแต่เรื่องประทับใจ) รอจนรถมาซึ่งรถที่จะไปคือสาย X 21 สนับสนุนโดยการบินไทย(???)
พอขึ้นรถได้เริ่มเสียงดังทันที มันตื่นเต้นนะที่จะได้ไปดูคอนเสิร์ตที่เราใฝ่ฝันพร้อมเพื่อนๆ (ทุกคนในทริปยอดเยี่ยมมาก ฉันรักเธอทุกคนจริงๆนะ T^T) นัทแจกตั๋วคอนเสิร์ตตาที่นั่งของตัวเอง ระหว่างนั้นเพื่อนของเชคก็เริ่มส่งข้อความมาหาว่าถึงแล้ว เลยถามไปว่ามีของหน้าคอนหรือเปล่า เขาก็ตอบมาว่ามี เสื้อ โฟโต้บุค ผ้าขนหนู ประมาณนั้น พวกเราเริ่มอยู่ไม่สุข รถวิ่งช้า กลัวว่าจะไปไม่ทันซื้อของ แต่แล้วรถก็พาเรามาถึงจุดหมายจนได้ รีบวิ่งไปดูของกันว่ามีอะไรแล้วรีบไปต่อแถว
บรรยากาศก่อนคอนเริ่ม
หลังจากไปต่อแถวซื้อของกันมาแล้ว หญิงยุได้ กระเป๋าและผ้าสีชมพูซึ่งมันเกือบจะหมด! ได้มาแล้วไปรมกลุ่มถ่ายรูปกัน มันยอดเยี่ยม มันเป็นเวลาที่เรียกว่าอะไรดี ฮึกเฮิมเหรอ เวลาที่แบบ ทุกคนทั้งหมดในฮอลล์นี้นี่เพื่อเธอเลยนะ หันไปไหนๆก็เจอคนที่ตั้งใจมาเพื่องานนี้เหมือนๆกัน คนที่ชอบในสิ่งๆเดียวกัน หันไปเจอเพื่อนเราก็รู้สึกว่า เรามาด้วยกันจนถึงนาทีนี้แล้วอะไรแบบนั้น
หน้าคอนคนเยอะมาก ดำกันมาหมด แต่ละคนสุดเหวี่ยงมาก คอสก็มี แต่ไม่ได้ถ่าย ไม่ได้เอากล้องไปเลยถ่ายจากมือถืออย่างเดียว แล้วก็แยกกันเข้าไปในคอน เราไปกับโนะริน ออกแนวว่ากูมาเพื่ออิโนรัน(แต่ดูจบก็แทบจะเปลี่ยนไปหาซารงเฮโยกันเลยทีเดียว 555) ไปแล้วก็เปลี่ยนรองเท้า คนอยู่หลังซวยไปเพราะส้นสูงฉัน 4 นิ้ว เห็นหรือเปล่าไม่รู้นะ ขอเห็นแก่ตัวเพราะฉันอยากเห็นอิโนรันชัดๆ นั่งรออยู่ โนะรินก็พูดว่า ตื่นเต้นจนอยากร้องไห้ (แบบว่าคอนยังไม่เริ่มเพื่อนกูจะชิงร้องก่อนแล้วอะไรแบบนั้น) แต่ไม่ได้ร้องนะ โนะรินไม่ร้องเลย(แต่อีนี่เนี่ย ร้องเอาๆ) มองไปตามข้างหน้าบ้าง หลังบ้าง ข้างบ้างก็มีผู้ชายมาดูเยอะอยู่ ข้างๆโนะรินเป็นผู้ชาย 4 คน ข้างเราเป็นคนจีน ข้างหลังโนะรินผู้ชายเนิร์ดหน่อย แต่เราจะข้ามประเด็นไปหาผู้ชายข้างโนะริน 555 เขามากัน 4 คนดูท่าน่าจะเป็นนักดนตรี เขาหล่อมาก 2 คน อีก 2 คน หล่อแบบธรรมดา อี 2 คนหล่อมากนี่เป็นประเด็น เพราะตลอดคอนเขาวายกันตลอด(เลือดสาววายพลุ่งพล่าน) ออกแนวว่าจับกันตลอด กอดคอ คลอเคลียกันไป 555
คอนเสิร์ตเริ่มต้น
จังหวะที่ดนตรีเริ่มมันตื้นตันแล้วแบบตื่นเต้นว่า เฮ้ย ริวว่ะ ริวมายืนตรงหน้า นาทีนั้นจังหวะของกลองเพลง Love Less มันดังไปถึงขั้วหัวใจเลยทีเดียว ภาพริวร้องเพลง อิโนะดีดกีตาร์ เจดีดเบส ชินยะตีกลองสดๆ และสุงิลีดกีตาร์มันเป็นอะไรที่ ไม่นึกว่าตัวเองจะได้มาเห็นจริงๆ มันดีใจจนร้องไห้ไม่ออก ได้แต่ยืนยิ้มด้วยความดีใจว่าในที่สุดก็ได้มาเห็นพวกเขาใกล้ๆในแบบที่เราคิดว่าใกล้ที่สุดแล้ว 10 ปีที่ผ่านมาไม่คิดว่าจะได้มายืนอยู่ตรงนี้จริงๆ จังหวะเพลงที่ดำเนินไปเรื่อยๆ คนในฮอลล์สนุกกับเสียงดนตรี ตลอดคอน ดนตรีแน่นจริง สุดยอดมาก เป็นความรู้สึกที่ไม่อยากให้มันจบลงเลย อยากให้มันเป็นวงเวียนที่ไม่รู้จบ
ตลอดคอนได้แต่มองอิโนรัน(= =") แบบ เห็นอยู่ 2คน อิโนะเจ จริงๆเหอะ แบบส่องกล้องก็เห็นอยู่ 2คนพอดีเด๊ะๆ ทั้งโบกมือ ทั้งเต้น ทั้งกระโดด สนุกมากๆ อารมณ์นั้นแทบจะลืมมองโนะรินไปเลย(ว่าเพื่อนยังอยู่ดีหรือเปล่า) ในเพลงช้าก็ยืนนิ่งๆซึมซับทุกอย่าง เพลงเร็วก็กระโดให้ตัวเองมีส่วร่วม เป็นอะไรที่ที่สุดมากๆวันนั้น ริวพูดทักเป็นภาษาจีนแล้วก็ญี่ปุ่น ฟังออกมั่งไม่ออกมั่ง แต่ก็รู้สึกดีที่ริวทัก 555 สุงิก็กรีดกรายในแบบที่เขาเป็นนั่นแหละ ชินยะไม่ค่อยได้มอง แต่มีช็อตนึงที่ชินยะตีกลองจนไม้กลองหักแต่เขาก็ยังตีต่อไปทั้งๆที่ไม้มีครึ่งอันนั่นแหละ เราก็รอดูว่าเขาจะทำยังไง แล้วสต๊าฟก็เอาไม้ใหม่มาให้ตอนจบเพลง
ช็อต fanservice จริงๆหนูก็อยากบอกว่า ลุงก็ 40 แล้ว ไม่ต้องมีหนูก็ไม่ว่านะคะ แต่มีก็ดีค่ะ หนูชอบ แต่ช่วยวายให้หนูแบบคู่ที่หนูว๊อนหน่อยซิค้าาาา อย่างตอน ริวกอดคอสุงิเนี่ย มือพี่แกอยู่ที่อก ถ้าเป็นสมัยหนุ่มจะมีลวนลาม แต่แก่แล้วริวพาดไว้เฉยๆ อันนี้ขัดเคืองค่ะ แต่ที่เคืองพิเศษคือ อิโนะริวนี่แหละ แบบ ริวมาใกล้แล้วเอียงหน้าเข้าหา อิโนะ(ของกรู)ไปหอมขมับ 1 ช็อต อีนี่แข็งไป แต่ริวยังสติลทำหน้าประมาณว่า แน่จริงอีกทีมา อิโนะก็เหมือนจะรับคำท้า หอมไปอีก 1 ฟอดที่แก้มมมม นาทีนั้นอียุร้องกรี๊ดออกมาด้วยความคับแค้นใจ ทำไมไม่ใช่เจอิโน๊~~~~~ แบบชัดเจนมากกก เพราะกล้องส่องทางไกล พอส่องแล้วมันซูมแบบ อยู่คาตาชัดโคตร เลยแบบเซ็งๆ กระทืบเท้า(ที่ใส่ส้นสูงมาก)ด้วยความขัดใจ! พอจบตรงนี้เอากล้องลง เห็นอิโนะวิ่งไปหาเจที่อยู่ทางอีกฝั่งเวทีแล้วเหมือนจะเอากีตาร์จิ้มๆ พี่เจทำท่าหลบ(งอนว่างั้น??? 555) แล้วก็หัวเราะ นาทีนั้นแถบจะตายเพราะฟันสวยๆของเจ(555)
ตอนที่จบแล้วทุกคนเดินลงไปยังคิดว่า LS Hong Kong Street Team จะทำได้มั๊ยที่จะร้อง Silent Night แล้วก็ไม่สำเร็จ แม้จะพยามแล้วก็เถอะ แต่ไม่เข้าใจ ทำไมการอังกอร์ของคนที่นี่ต้องกระทืบเท้า(วะ) แล้วทุกคนออกมาเพื่อจับมือกัน ริวบอกว่า thank you ขอบคุณที่กระทีบเท้าเรียกเหรอวะ?? บ้านอื่นเมืองอื่นเขาอังกอร์กันเป็นเสียงตะโกน แต่บ้านนี้เมืองนี้ขี้เกียจตะโกนว่างั้น??? ตอนที่จับมือกัน จริงๆแล้วในฮอลล์ก็ต้องจับมือกันด้วย แต่ไม่ยักกะมีใครจับ แต่ไม่เป็นไร เรากระโดดพร้อมกันก็พอ ตอนที่เพลงสุดท้ายขึ้น Wish ตอนนั้นน้ำตามันไหลออกมาเองเป็นสายเลยทีเดียว มันเป็นความรู้สึกที่ว่า จบแล้วเหรอ จบจริงๆเหรอ เราจะต้องจากกันจริงๆเหรอ ระยะทางที่เราเฝ้ารอมันนานแสนนาน แต่พอได้เจอกัน มันสั้นแค่ไม่กี่นาที มันไม่ใช่แค่ 10 ปีที่รอมาเพื่อวันนี้ แต่เรารู้สึกว่ามันมากกว่านั้น เราเองไม่เคยได้ดูลูน่าซีที่ไหนเลย ดังนั้นนี่เป็นที่แรกของเราซึ่งเราก็ไม่รู้อีกว่า มันจะเป็นที่สุดท้ายหรือเปล่า ทั้งหมดมันสับสนปนเปกันไปหมดตอนนั้น เลยเอาแต่ร้อง ร้องไห้ไปร้องวิชไปด้วย จนจบเพลง จนจับมือ จนไฟสว่าง ตอนนั้นมันอยากหยุดร้องแล้วล่ะ แต่มันหยุดไม่ได้ นั่งอยู่พักใหญ่หันไปมองโนะริน เพื่อนก็แสนดี ปล่อยให้เรานั่งร้องอยู่แบบนั้น(ขอบใจนะโนะริน ที่อุตส่าห์รอจนฉันเลิกร้อง^^) พอหยุดร้องก็เดินออกมาเจอกับเพื่อนๆที่จุดนัดพบ
ความรู้สึกรายบุคคล
- ริวอิจิ เป็นคนที่ร้องเพลงได้ดีมาก คอนโทรลเสียงได้ดี แม้ว่าจะมีร้องผิดบ้าง(ไม่เกี่ยว!!) ร้องเพลงได้ดีแบบเสียงไม่ตก สมแล้วที่เรียนมาเยอะ ในขณะที่เขาเองก็พยามเอนเตอร์เทนคนดูด้วย ตลอดคอนริวจะชวนให้ร้อง ให้ช่วยกันตะโกน ทักทายคนทุกๆฝั่งตลอดเวลา เราชอบอะไรแบบนี้ มันรู้สึกว่าเป็นการใส่ใจคนดูมากๆ เสียงริวเทพจริงๆสมกับที่เพื่อนบิ๊บภูมิใจนักหนา 555 และเขาก็สามารถเอาวิญญาณริวอิจิ ลูน่าซีมาสิงร่างได้ แบบว่า นี่แหละ ริวที่ฉันเคยเห็น(ในวีดีโอ) หน้าตาหลอนจิตแบบนี้เลย เราชอบมากนะ หน้าตาหลอนโลกของริวเนี่ย ท่าเต้นแบบที่เคยเห็น ทุกอย่างที่เป็นริวอิจิ ลูน่าซี เรานึกว่าอาจจมีหลุดบ้างแต่ก็ไม่มีเลย(อาจจะเฉพาะตอนไปขอให้อิโนะรันหอมแก้ม = =")
- อิโนะรัน ตอนออกมาครั้งแรกใส่แว่นดำออกมา ผมนี่โชว์เหม่งมาเลยทีเดียว แต่เป็นคนที่หล่อแบบทะลุกล้องมาก ส่องกล้องดูอิโนะนี่แบบแทบกัดลิ้นตายตรงนั้น หล่อมาก รังสีแผ่มาก ออร่าหล่อแบบกระจุยกระจาย เป็นคนหล่อแบบ ต้องเรียกว่า มึงจะหล่ออะไรนักหนา(วะ) หน้าใสกิ๊ง ไม่เหี่ยว ไม่โทรม ในความรู้สึกคือ รังสีอุเคะนี่ไม่มีให้เห็น(หรือเพราะเวลาผ่านไปเลยแมนขึ้น??) แต่รู้สึกว่าหล่อแบบหล่อมาก แมน แล้วก็เท่มากๆ เพียงแต่ผอมไปนิดนึงนะ ตลอดเวลาอิโนะจะตะโกนร้องเพลงไปด้วย พยามบิวท์คนดูไปด้วยให้ช่วยกันร้อง มีไปวิ่งเล่นกับชินยะด้วย ยิ้มแบบกว้างมากกกก ยิ้มแบบที่เราอยากเห็น คือยิ้มโชว์ฟันสวย(ที่จัดแล้ว) เล่นกีตาร์แล้วรู้สึกว่าเล่นได้ดีสมกับที่เป็นไอดอลของศิลปินรุ่นหลังหลายๆวง ช่วยกันเอนเตอร์เทนคนดู แล้วก็พยามเดินอย่างทั่วถึง
- เจ หรือ ซารังเฮโย(5555) คือตอนเขาเดินมานี่แบบ เท่วะ คนอะไรทำไมไม่หล่อแต่เท่มากๆ ท่าดีดเบสที่เป็นเอกลักษณ์จนศิลปินรุ่นหลังเลียนแบบ เพราะเป็นไอดอลในดวงใจ เล่นดี ยิ้มทีนี่ระทวยกันเป็นแถบ จริงๆเราชอบเจที่ฟันไม่สวยนะ มันดูเถื่อนดี พอพี่แกไปจัดฟัน(หมอเดียวกะอิโนะป่าววะ)มา มันดูหน้าเถื่อนน้อยลงไปครึ่งนึง ยิ่งตัดผมทรงอีโมแบบนี้แล้ว เป๊ะเลย เกาหลีมาก แต่ กระนั้น ความเถื่อนก็ยังกลบได้หมด ยิ้มตลอด พยามเดินไปมาอย่างทั่วถึง เจเล่นกับคนดูไม่เยอะเท่าอิโนะรัน แต่เขาก็เรียกให้ช่วยกันร้อง ตอนโซโล่เบสเป็นอะไรที่รู้สึกว่าสนุกมาก เท่มาก ยอดเยี่ยมที่สุด จังหวะที่ใช้โซโล่เร็วชวนให้คนดูรู้สึกสนุกตามไปด้วย เมียพี่เจบอกว่าโซโลดูวัยรุ่นขึ้นมาก(ฮาาา) คือ เรียกว่า เร็ว และ สนุก ชวนให้เต้นมากกว่าเมื่อก่อน นั่นอาจเป็นประสบการณ์จากการทำงานเดี่ยวของเจเองก็ได้ เล่นได้ดีเข้าขากับชินยะมากแบบเป๊ะๆ พยามพูดทักทายด้วยสำเนียงที่ฟังแล้วปลื้ม(ว่าพูดแบบที่กรูฟังรู้เรื่อง)
- ชินยะ เป็นคนที่ถูกเรามองน้อยที่สุดเพราะเขาอยู่หลังกลอง เขาเป็นคนไม่หล่อ แต่เท่มาก รู้สึกถึงพลังงานที่มากเหลือตั้งแต่แรกเห็น ตีกลองยอดเยี่ยมมาก เท่สุด ยิ่งโซโล่กลองยิ่งไม่ต้องพูดถึง เราเองเคยคิดว่า โซโล่ชินยะเป็นอะไรที่น่าเบื่อ แต่พอวันที่ได้มาเห็นกับตาตัวเองมันรู้สึกเลยว่า มันไม่ใช่แบบนั้น จะเพราะจังหวะที่ค่อนข้างเร็ว หรืออะไรก็ตาม แต่มันทำให้เรารักโซโล่ของชินยะขึ้นอีก 100 เท่า ตีกลองได้สุดยอดมากๆ ตอนไม้กลองหัก เห็นเขาทำหน้าแบบมองนิดนึงแต่ก็ตีกลองต่อไปพร้อมกับมองสต๊าฟฟ์ไปด้วย ประมาณว่าเอาไม้อันใหม่มาที ตอนนั้นรู้สึกว่าชินยะมืออาชีพมากๆ ทรงผมที่ทำก็เท่สุดๆแต่พอเอาลงคนละเรื่องเลย = =" ตอนที่ชินยะยิ้มเรารู้สึกว่า นี่แหละ ชินยะแบบที่เราเคยเห็น(ในวีดีโอ)จริงๆนะ
- สุงิโซ เพราะเขาอยู่ฝั่งขวา เราเลยมองไปไม่ค่อยถึง แต่สุงิก็เดินไปเดินมา เห็นครั้งแรกรู้สึกว่า ตอแหลวะ(ฮาาา) นี่แหละสุงิที่ฉันเคยเห็น(ในวีดีโอ) ให้ความรู้สึกว่าสุงิเก่งน่ะ ตอนเดินมาแบบไม่รู้สึกเท่มากหรืออะไรนะ แต่ให้ความรู้สึกว่า อัจฉริยะเดินออกมาอะไรแบบนั้นมากกว่า ตอนกรีดกรายด้วยแล้วนี่แบบ ตายไปเลย ทำไมดูตอแหลมากๆแบบนี้(คือชอบนะ ไม่ใช่ไม่ชอบ 555) เขาเอนเตอร์เทนคนดูได้เก่งนะ อาศัยความตอแหลเข้าช่วย ทำให้มันน่ารักและออกมาดูดี พยามบิวท์ให้ช่ยกันร้อง แต่ที่ชอบมากที่สุดคงเป็นตอนที่เห็นสุงิสีไวโอลิน มันแบบ เฮ้ย สุงิสีให้ฟังจริงๆนะ มันมีอารมณ์และความรู้สึกอยู่ในเสียงที่ได้ยินด้วย ทำให้เรายิ่งชอบเสียงสีไวโอลินของสุงิโซ่มากขึ้นไปอีก
คอนเสิร์ตจบ
เดินออกมาแบบยิ้มชื่นมากแต่ละคน หน้าตาเหน็ดเหนื่อยราวกับไปออกรบ(555) เดินออกมาเจอพี่สายชลคนแรกยืนอยู่กับคนไทยหน้ตาไม่คุ้น ถามไปถามมา พี่สายบชลบอกว่าเก็บได้แถวนี้แหละน้องเขามาทัก ชื่อน้องเมย์ เรียนอยู่ที่กวางเจา(หรือกวางโจว???) นั่งแอร์พอร์ทเอ็กซ์เพรสมาดูคนเดียวด้วย ก็เลยคุยๆกันแล้วก็ชวนน้องเขากลับด้วยกัน เพราะน้องเขากลับทางม่งก๊ก แต่เราอยู่กันที่ จิมซานจุ่ย ตอนยืนรอรถ เจอแนทกับกอล์ฟ แอบเม้าท์เล็กน้อยแล้วลากันกลับแอร์พอร์ตลิงค์ แล้วไปต่อรถบัสที่สนามบินนั่งกลับบ้าน ทุกคนที่เดินออกมานี่หน้าตาแช่มชื่นมาก ยิ้ม คุยกันเสียงดัง มันรู้สึกว่า ดีจัง ที่ได้เห็นอะไรแบบนี้ ผู้คนเยอะแยะ ที่ตอนเข้าก็ตั้งตารอ พอตอนเดินออกก็เดินออกมาอย่างมีความสุข แถมทุกคนยังใส่ชุดสีดำเหมือนๆกัน มันดูเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากๆจริงๆ
กว่าจะกลับเข้าที่พักก็เฉียด ตี 1 กว่าจะได้อาบน้ำกันอีกละ แต่ละคนนั่งพร่ำเพ้อถึงคนที่ตัวเองชอบกันตลอดทางที่อยู่บนรถ พอกลับมาบ้านหมดแรงล้มประดาตายกันเลยทีเดียว เราชิงอาบน้ำก่อน แต่บิ๊บนี่ชิงหลับก่อนเลยเครื่องสำอางเพื่อนก็ไม่ล้าง = =" พี่สายชลบอก พี่ล้างหน้าพอ เดี๋ยวอาบน้ำค่อยว่ากันทีหลัง 555 คืนนั้น เรารู้แค่ว่า ทุกคนหลับกันสนิทมาก ไม่รู้ว่าฝันถึงคอนเสิร์ตที่ผ่านไปบ้างหรือเปล่า แต่เรารู้ว่ามันเป็นเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของเราเลย
ขอบคุณ บิ๊บ ที่ช่วยจัดการอะไรหลายๆอย่างให้ ทั้งเรื่องตั๋วเครื่องบิน ทั้งเรื่องการเดินทางตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น
ขอบคุณ นัท ที่ช่วยเรื่องบัตรคอนเสิร์ต จริงๆต้องบอกว่า ทั้งบิ๊บและนัท ช่วยกันจองตั๋วให้ แล้วยังที่พักอีก ถึงจะน่ากลัวไปหน่อย แต่ป้าๆก็ใจดีกันมากๆเลย แล้วห้องก็กว้างด้วย
ขอบคุณโนะริน ที่ดูอิโนะรันด้วยกัน แถมยังมานั่งรอฉันร้องไห้อีก 555
ขอบคุณ จง ที่นอกจากจะเป็นเจ้าแม่วิฟิ(wi fi) คอยอัพเดทเรื่องราวและรูปลงเฟสบุ๊คแล้วยังไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด แถมเป็นตากล้องให้ตลอดทาง
ขอบคุณ เอ๋ บี(ทำไมมาเป็นคู่??) ฝาแฝดที่ไปหลงวิคตอเรียพีคด้วยกัน 555 ไปกับเอ๋กับบีมันมีแต่เรื่องขำๆ
ขอบคุณพี่สายชล ที่ทนนอนร่วมเตียงกับยุนะพี่ พี่เป็นคนสนุกสนานแต่น่าสงสารที่ต้องมานอนกับยุ(ยุไม่ได้เตะพี่ตกเตียงใช่มะ???)
ขอบคุณแคร์ คุณนาย RK คนสวยที่ร่วมเดินทางด้วยกัน เราไม่ได้ไปไหนกับแคร์เล้ยยยยย นอกจากไปคอนและไปกลับสนามบิน แต่เราสนุกกันได้เพราะมี LS เป็นจุดศูนย์รวม
ขอบคุณเชคกี้ ผู้มาทีหลัง แต่เชคกี้ช๊อปกระจายมาก 555 ไปเดินชอปเป็นเพื่อนกันจนลืมเวลาเลยทีเดียว^^
และสุดท้าย ความทรงจำดีๆทั้งหมด จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีพวกเขา LUNA SEA ขอบคุณที่ทำให้เราได้มาเจอเพื่อนดีๆ ขอบคุณที่ทำให้เราได้มีความทรงจำที่แสนวิเศษติดตัวเราไปจนวันตาย ขอบคุณที่ทำให้เวลาสิ้นปีของเราเป็นเวลาที่แสนสุข
ในวันที่เขากลับมา มันทำให้เรานึกถึงฟิคชั่นเรื่องหนึ่ง ทั้งเรื่องเราชอบข้อความอยู่ไม่กี่ประโยค เราจำมันได้ไม่หมดเพราะมันก็ผ่านมา 10 ปีแล้ว แต่เนื้อหามันมีประมาณว่า
"LUNA SEA คือบ้านของเรา พวกเราแค่ไปท่องเที่ยวกัน อาจจะเป็นการทัวร์รอบโลกที่นานไปหน่อย แต่เราก็ยังคนที่เฝ้ารอเราอยู่ที่บ้านก็คือ SLAVE แม้จะเหลือไม่กี่คนก็ตาม แต่ที่บ้านหลังนั้นก็ยังมีความทรงจำดีๆของเราอยู่ในนั้น"
เรานึกถึงฟิคเรื่องนั้นขึ้นมาทันที เพราะสำหรับเราแล้ว ตอนที่เห็นคำว่า ปิดม่าน มันคือความรู้สึกที่จบสิ้นลงตรงนั้น เราเกลียดเพลง Love Song มาก เพราะมันเป็นซิงเกิ้ลสุดท้ายในตอนนั้น แต่ในวันที่เขากลับมาเปิดม่านเรากลับรัก Love Song ขึ้นมาทันที
ฉลาดที่ใช้คำว่าปิดม่าน เพราะ มันสามารถเปิดม่านขึ้นมาใหม่ได้ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดแบบนี้ พอมาถึงตอนนี้ มาหวนคิดดู เราดีใจที่ตอนนั้นได้ร้องไห้เพราะเขาปิดม่าน และตอนนี้เราดีใจที่ได้ร้องไห้เพราะพวกเขาได้กลับมาเปิดม่านเพื่อยืนอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
ขอบคุณทุกอย่างที่เป็นคุณ LUNA SEA และ ขอบคุณทุกอย่างที่คุณทำให้ฉันได้พบเจอ
W.M
วันที่ 11 ธันวาคม 2010
ในวันที่มีคอนเสิร์ต ทุกคนตัดสินใจแล้วว่าจะไปเที่ยวในตอนเช้าก่อนที่จะกลับมาอาบน้ำแต่งตัวเพื่อเตรียมตัวไปคอนกันดังนั้นในเช้าที่ 11 นี้ เราเลยแยกๆกันไปตามความประสงค์
รั่วทัวร์ทริปนี้จึงประกอบด้วย 1.หญิงยุ 2.จ่งจ๊ง 3.โนะริน ณ โนะรันๆๆๆ 4.เชคกี้
เนื่องจากเราได้มีการคุยกันแล้วว่าจะไปม่งก๊ก แต่บิ๊บ,พี่สายชล,บี,เอ๋(แคร์กับนัทด้วยป่ะ???)จะไปไหว้พระกันที่วันนางชีและวัดหวังไท่ซ่านจึงแยกกันไป เราเลยวางแผนกับรั่วทัวร์ว่าจะไปซื้อของแทนเลยตื่นมาอาบน้ำแต่งตัว แล้วมาเจอกันประมาณ 11 โมงจึงได้ฤกษ์เดินทางไปยังม่งก๊ก พอไปถึงเราต้องหาอาหารลงกระเพาะก่อน
ม่งก๊ก
ขึ้นมาจากรถใต้ดินกะจะหาโจ๊กกิน แต่เนื่องจากโง่ ไม่ได้ถามทางบิ๊บมาก่อนเลยหาไม่เจอ ได้แต่คลำทางไปเรื่อยๆจนไปเจอร้านข้าวร้านหนึ่งเปิดอยู่ ร้านนั้นชื่อ Eat Together เป็นร้านอาหารที่บ้านมาก คือเพิ่งเปิดเลยทีเดียว เจ้าของร้านพูดอังกฤษก็ไม่ได้ เป็นเจ๊ 2 คนในร้าน เราก็ถามว่าเปิดหรือยังเป็นอังกฤษนั่นแหละ เขาก็ตอบกลับมาเป็นภาษาจีนว่าเปิดแล้ว(ฟังไม่ออก อาศัยมองหน้าเอา เขาพยักหน้าแล้ว) ก็เดินเข้าไป กะเหรี่ยง 4 คนเดินเข้าไปแบบงงๆว่ากรูจะมีอะไรให้กินจริงหรือ แต่ดูจากรูปแล้วอาหารน่ากินมาก! การสั่งอาหารก็เป็นอะไรที่สั่งไม่ได้ เลยอาศัยมองรูปแล้วชี้เอา เหลือน้ำที่จะกินละว่าจะกินน้ำอะไร เพราะมันไม่มีอังกฤษเลยสักตัวเดียว เลยเปิดหนังสืออันเป็นที่เพิ่งเดียวของรั่วทัวร์ขึ้นมา ด้านหลังมีภาษาจีน เลยถามไปว่า เจ๊ มีชานมมั๊ย แต่เจ๊ประมาณว่า มี แต่อุ่นก่อน เราก็เลยบอกว่างั้นเอา 4 หลังจากนั้นก็ได้อาหารมา อร่อยม๊าก! แล้วแก๊งนี้ก็รอดตายด้วยประการละฉะนี้ กินเสร็จก็ออกชอปตามอัธยาศัย จำได้ว่า ได้รองเท้า มา 1 คู่เป็น Converse Star, Pretz รสที่บ้านเราไม่มีอีก 12 กล่อง ถั่ววาซาบิชอบกินมาก 2 ถุง,เสื้อน้องชาย 1 ตัว,เชือกรองเท้า 4 อัน หมดละ แล้วก็กลับเพราะกลัวว่าโนะรินจะปวดขา แต่หมีก็บอกว่าเริ่มปวดๆแล้วล่ะ เลยกลับมาเพื่อพักผ่อนก่อน เดี๋ยวหมีไม่มีแรงยืน พอกลับมาก็วางของแล้วก็นอน เพราะยังไม่มีใครมา นอกจากเรา 4 คน ไม่รู้นอนไปได้นานแค่ไหน โนะรินก็มาปลุก ถามว่าแต่งตัวหรือยัง เราก็งัวเงียๆเดินมาเปิดประตูแล้วบอกว่ายังไม่แต่งไม่ต้องรีบแล้วกลับไปนอนต่อ สักพักจงก็มาเคาะอีก บอกว่าพี่เขียนตาให้หน่อย น้องกรู = =" แบบว่าพี่เอ็งจะนอน สุดท้ายเขียนตาจงเสร็จก็ไม่ได้นอนต่อ เลยแต่งตัวรอเพื่อนๆมา ไม่นาน บิ๊บกับที่เหลือก็มา
เวลาก่อนไปคอน
เริ่มจากเลือกเสื้อผ้าที่จะใส่เพราะเสื้อดำที่เตรียมไว้ไม่เวิร์คเท่าไหร่ เลยเอาตัวที่จะใส่วันกลับมาใส่ก่อนแล้วเอาเสื้อจงมาใส่ทับ^^ แต่งหน้าตาดำปึ๊ด เอารองเท้าส้นสูง(มาก)ใส่กระเป๋า ไม่ได้เอากล้องไป สักพัก ก็จับเพื่อนๆมาเขียนตา 5555 เนื่อจากมันต้องดำ เลยจับมาเขียนตาแทบจะเรียงคนเลยทีเดียว จง บิ๊บ บี เอ๋ นัท เวลาที่ทุกคนใส่ดำมันดูดีมาก แบบเป็นน้ำหนึงใจเดียวกันสุดๆ มันให้อารมณ์แบบนี่แหละ กูมาดูคอนลูน่าเว่ย! ชุดนัทสวยมาก ลงทุนตัดกันใหม่เลยทีเดียวเหมาะกับนัทดีอ่ะ ชอบมากๆ หลังจากนั้นก็เริ่มเคลื่อนขบวนไปยืนรอรถที่ป้ายซึ่งดูเหมือนว่าพวกเราจะมาเร็วนะแต่ก่อนหน้านั้นมีคนมารอก่อนเราเหมือนกัน ตอนเดินข้ามถนนมานี่เขามองแบบ เฮ้ย กูรู้ไปดูคอนเหมือนกูใช่มะนี่! จากนั้นคนก็เริ่มมาเรื่อยๆ (ขอผ่านเรื่องไม่ประทับใจเพราะอยากเก็บแต่เรื่องประทับใจ) รอจนรถมาซึ่งรถที่จะไปคือสาย X 21 สนับสนุนโดยการบินไทย(???)
พอขึ้นรถได้เริ่มเสียงดังทันที มันตื่นเต้นนะที่จะได้ไปดูคอนเสิร์ตที่เราใฝ่ฝันพร้อมเพื่อนๆ (ทุกคนในทริปยอดเยี่ยมมาก ฉันรักเธอทุกคนจริงๆนะ T^T) นัทแจกตั๋วคอนเสิร์ตตาที่นั่งของตัวเอง ระหว่างนั้นเพื่อนของเชคก็เริ่มส่งข้อความมาหาว่าถึงแล้ว เลยถามไปว่ามีของหน้าคอนหรือเปล่า เขาก็ตอบมาว่ามี เสื้อ โฟโต้บุค ผ้าขนหนู ประมาณนั้น พวกเราเริ่มอยู่ไม่สุข รถวิ่งช้า กลัวว่าจะไปไม่ทันซื้อของ แต่แล้วรถก็พาเรามาถึงจุดหมายจนได้ รีบวิ่งไปดูของกันว่ามีอะไรแล้วรีบไปต่อแถว
บรรยากาศก่อนคอนเริ่ม
หลังจากไปต่อแถวซื้อของกันมาแล้ว หญิงยุได้ กระเป๋าและผ้าสีชมพูซึ่งมันเกือบจะหมด! ได้มาแล้วไปรมกลุ่มถ่ายรูปกัน มันยอดเยี่ยม มันเป็นเวลาที่เรียกว่าอะไรดี ฮึกเฮิมเหรอ เวลาที่แบบ ทุกคนทั้งหมดในฮอลล์นี้นี่เพื่อเธอเลยนะ หันไปไหนๆก็เจอคนที่ตั้งใจมาเพื่องานนี้เหมือนๆกัน คนที่ชอบในสิ่งๆเดียวกัน หันไปเจอเพื่อนเราก็รู้สึกว่า เรามาด้วยกันจนถึงนาทีนี้แล้วอะไรแบบนั้น
หน้าคอนคนเยอะมาก ดำกันมาหมด แต่ละคนสุดเหวี่ยงมาก คอสก็มี แต่ไม่ได้ถ่าย ไม่ได้เอากล้องไปเลยถ่ายจากมือถืออย่างเดียว แล้วก็แยกกันเข้าไปในคอน เราไปกับโนะริน ออกแนวว่ากูมาเพื่ออิโนรัน(แต่ดูจบก็แทบจะเปลี่ยนไปหาซารงเฮโยกันเลยทีเดียว 555) ไปแล้วก็เปลี่ยนรองเท้า คนอยู่หลังซวยไปเพราะส้นสูงฉัน 4 นิ้ว เห็นหรือเปล่าไม่รู้นะ ขอเห็นแก่ตัวเพราะฉันอยากเห็นอิโนรันชัดๆ นั่งรออยู่ โนะรินก็พูดว่า ตื่นเต้นจนอยากร้องไห้ (แบบว่าคอนยังไม่เริ่มเพื่อนกูจะชิงร้องก่อนแล้วอะไรแบบนั้น) แต่ไม่ได้ร้องนะ โนะรินไม่ร้องเลย(แต่อีนี่เนี่ย ร้องเอาๆ) มองไปตามข้างหน้าบ้าง หลังบ้าง ข้างบ้างก็มีผู้ชายมาดูเยอะอยู่ ข้างๆโนะรินเป็นผู้ชาย 4 คน ข้างเราเป็นคนจีน ข้างหลังโนะรินผู้ชายเนิร์ดหน่อย แต่เราจะข้ามประเด็นไปหาผู้ชายข้างโนะริน 555 เขามากัน 4 คนดูท่าน่าจะเป็นนักดนตรี เขาหล่อมาก 2 คน อีก 2 คน หล่อแบบธรรมดา อี 2 คนหล่อมากนี่เป็นประเด็น เพราะตลอดคอนเขาวายกันตลอด(เลือดสาววายพลุ่งพล่าน) ออกแนวว่าจับกันตลอด กอดคอ คลอเคลียกันไป 555
คอนเสิร์ตเริ่มต้น
จังหวะที่ดนตรีเริ่มมันตื้นตันแล้วแบบตื่นเต้นว่า เฮ้ย ริวว่ะ ริวมายืนตรงหน้า นาทีนั้นจังหวะของกลองเพลง Love Less มันดังไปถึงขั้วหัวใจเลยทีเดียว ภาพริวร้องเพลง อิโนะดีดกีตาร์ เจดีดเบส ชินยะตีกลองสดๆ และสุงิลีดกีตาร์มันเป็นอะไรที่ ไม่นึกว่าตัวเองจะได้มาเห็นจริงๆ มันดีใจจนร้องไห้ไม่ออก ได้แต่ยืนยิ้มด้วยความดีใจว่าในที่สุดก็ได้มาเห็นพวกเขาใกล้ๆในแบบที่เราคิดว่าใกล้ที่สุดแล้ว 10 ปีที่ผ่านมาไม่คิดว่าจะได้มายืนอยู่ตรงนี้จริงๆ จังหวะเพลงที่ดำเนินไปเรื่อยๆ คนในฮอลล์สนุกกับเสียงดนตรี ตลอดคอน ดนตรีแน่นจริง สุดยอดมาก เป็นความรู้สึกที่ไม่อยากให้มันจบลงเลย อยากให้มันเป็นวงเวียนที่ไม่รู้จบ
ตลอดคอนได้แต่มองอิโนรัน(= =") แบบ เห็นอยู่ 2คน อิโนะเจ จริงๆเหอะ แบบส่องกล้องก็เห็นอยู่ 2คนพอดีเด๊ะๆ ทั้งโบกมือ ทั้งเต้น ทั้งกระโดด สนุกมากๆ อารมณ์นั้นแทบจะลืมมองโนะรินไปเลย(ว่าเพื่อนยังอยู่ดีหรือเปล่า) ในเพลงช้าก็ยืนนิ่งๆซึมซับทุกอย่าง เพลงเร็วก็กระโดให้ตัวเองมีส่วร่วม เป็นอะไรที่ที่สุดมากๆวันนั้น ริวพูดทักเป็นภาษาจีนแล้วก็ญี่ปุ่น ฟังออกมั่งไม่ออกมั่ง แต่ก็รู้สึกดีที่ริวทัก 555 สุงิก็กรีดกรายในแบบที่เขาเป็นนั่นแหละ ชินยะไม่ค่อยได้มอง แต่มีช็อตนึงที่ชินยะตีกลองจนไม้กลองหักแต่เขาก็ยังตีต่อไปทั้งๆที่ไม้มีครึ่งอันนั่นแหละ เราก็รอดูว่าเขาจะทำยังไง แล้วสต๊าฟก็เอาไม้ใหม่มาให้ตอนจบเพลง
ช็อต fanservice จริงๆหนูก็อยากบอกว่า ลุงก็ 40 แล้ว ไม่ต้องมีหนูก็ไม่ว่านะคะ แต่มีก็ดีค่ะ หนูชอบ แต่ช่วยวายให้หนูแบบคู่ที่หนูว๊อนหน่อยซิค้าาาา อย่างตอน ริวกอดคอสุงิเนี่ย มือพี่แกอยู่ที่อก ถ้าเป็นสมัยหนุ่มจะมีลวนลาม แต่แก่แล้วริวพาดไว้เฉยๆ อันนี้ขัดเคืองค่ะ แต่ที่เคืองพิเศษคือ อิโนะริวนี่แหละ แบบ ริวมาใกล้แล้วเอียงหน้าเข้าหา อิโนะ(ของกรู)ไปหอมขมับ 1 ช็อต อีนี่แข็งไป แต่ริวยังสติลทำหน้าประมาณว่า แน่จริงอีกทีมา อิโนะก็เหมือนจะรับคำท้า หอมไปอีก 1 ฟอดที่แก้มมมม นาทีนั้นอียุร้องกรี๊ดออกมาด้วยความคับแค้นใจ ทำไมไม่ใช่เจอิโน๊~~~~~ แบบชัดเจนมากกก เพราะกล้องส่องทางไกล พอส่องแล้วมันซูมแบบ อยู่คาตาชัดโคตร เลยแบบเซ็งๆ กระทืบเท้า(ที่ใส่ส้นสูงมาก)ด้วยความขัดใจ! พอจบตรงนี้เอากล้องลง เห็นอิโนะวิ่งไปหาเจที่อยู่ทางอีกฝั่งเวทีแล้วเหมือนจะเอากีตาร์จิ้มๆ พี่เจทำท่าหลบ(งอนว่างั้น??? 555) แล้วก็หัวเราะ นาทีนั้นแถบจะตายเพราะฟันสวยๆของเจ(555)
ตอนที่จบแล้วทุกคนเดินลงไปยังคิดว่า LS Hong Kong Street Team จะทำได้มั๊ยที่จะร้อง Silent Night แล้วก็ไม่สำเร็จ แม้จะพยามแล้วก็เถอะ แต่ไม่เข้าใจ ทำไมการอังกอร์ของคนที่นี่ต้องกระทืบเท้า(วะ) แล้วทุกคนออกมาเพื่อจับมือกัน ริวบอกว่า thank you ขอบคุณที่กระทีบเท้าเรียกเหรอวะ?? บ้านอื่นเมืองอื่นเขาอังกอร์กันเป็นเสียงตะโกน แต่บ้านนี้เมืองนี้ขี้เกียจตะโกนว่างั้น??? ตอนที่จับมือกัน จริงๆแล้วในฮอลล์ก็ต้องจับมือกันด้วย แต่ไม่ยักกะมีใครจับ แต่ไม่เป็นไร เรากระโดดพร้อมกันก็พอ ตอนที่เพลงสุดท้ายขึ้น Wish ตอนนั้นน้ำตามันไหลออกมาเองเป็นสายเลยทีเดียว มันเป็นความรู้สึกที่ว่า จบแล้วเหรอ จบจริงๆเหรอ เราจะต้องจากกันจริงๆเหรอ ระยะทางที่เราเฝ้ารอมันนานแสนนาน แต่พอได้เจอกัน มันสั้นแค่ไม่กี่นาที มันไม่ใช่แค่ 10 ปีที่รอมาเพื่อวันนี้ แต่เรารู้สึกว่ามันมากกว่านั้น เราเองไม่เคยได้ดูลูน่าซีที่ไหนเลย ดังนั้นนี่เป็นที่แรกของเราซึ่งเราก็ไม่รู้อีกว่า มันจะเป็นที่สุดท้ายหรือเปล่า ทั้งหมดมันสับสนปนเปกันไปหมดตอนนั้น เลยเอาแต่ร้อง ร้องไห้ไปร้องวิชไปด้วย จนจบเพลง จนจับมือ จนไฟสว่าง ตอนนั้นมันอยากหยุดร้องแล้วล่ะ แต่มันหยุดไม่ได้ นั่งอยู่พักใหญ่หันไปมองโนะริน เพื่อนก็แสนดี ปล่อยให้เรานั่งร้องอยู่แบบนั้น(ขอบใจนะโนะริน ที่อุตส่าห์รอจนฉันเลิกร้อง^^) พอหยุดร้องก็เดินออกมาเจอกับเพื่อนๆที่จุดนัดพบ
ความรู้สึกรายบุคคล
- ริวอิจิ เป็นคนที่ร้องเพลงได้ดีมาก คอนโทรลเสียงได้ดี แม้ว่าจะมีร้องผิดบ้าง(ไม่เกี่ยว!!) ร้องเพลงได้ดีแบบเสียงไม่ตก สมแล้วที่เรียนมาเยอะ ในขณะที่เขาเองก็พยามเอนเตอร์เทนคนดูด้วย ตลอดคอนริวจะชวนให้ร้อง ให้ช่วยกันตะโกน ทักทายคนทุกๆฝั่งตลอดเวลา เราชอบอะไรแบบนี้ มันรู้สึกว่าเป็นการใส่ใจคนดูมากๆ เสียงริวเทพจริงๆสมกับที่เพื่อนบิ๊บภูมิใจนักหนา 555 และเขาก็สามารถเอาวิญญาณริวอิจิ ลูน่าซีมาสิงร่างได้ แบบว่า นี่แหละ ริวที่ฉันเคยเห็น(ในวีดีโอ) หน้าตาหลอนจิตแบบนี้เลย เราชอบมากนะ หน้าตาหลอนโลกของริวเนี่ย ท่าเต้นแบบที่เคยเห็น ทุกอย่างที่เป็นริวอิจิ ลูน่าซี เรานึกว่าอาจจมีหลุดบ้างแต่ก็ไม่มีเลย(อาจจะเฉพาะตอนไปขอให้อิโนะรันหอมแก้ม = =")
- อิโนะรัน ตอนออกมาครั้งแรกใส่แว่นดำออกมา ผมนี่โชว์เหม่งมาเลยทีเดียว แต่เป็นคนที่หล่อแบบทะลุกล้องมาก ส่องกล้องดูอิโนะนี่แบบแทบกัดลิ้นตายตรงนั้น หล่อมาก รังสีแผ่มาก ออร่าหล่อแบบกระจุยกระจาย เป็นคนหล่อแบบ ต้องเรียกว่า มึงจะหล่ออะไรนักหนา(วะ) หน้าใสกิ๊ง ไม่เหี่ยว ไม่โทรม ในความรู้สึกคือ รังสีอุเคะนี่ไม่มีให้เห็น(หรือเพราะเวลาผ่านไปเลยแมนขึ้น??) แต่รู้สึกว่าหล่อแบบหล่อมาก แมน แล้วก็เท่มากๆ เพียงแต่ผอมไปนิดนึงนะ ตลอดเวลาอิโนะจะตะโกนร้องเพลงไปด้วย พยามบิวท์คนดูไปด้วยให้ช่วยกันร้อง มีไปวิ่งเล่นกับชินยะด้วย ยิ้มแบบกว้างมากกกก ยิ้มแบบที่เราอยากเห็น คือยิ้มโชว์ฟันสวย(ที่จัดแล้ว) เล่นกีตาร์แล้วรู้สึกว่าเล่นได้ดีสมกับที่เป็นไอดอลของศิลปินรุ่นหลังหลายๆวง ช่วยกันเอนเตอร์เทนคนดู แล้วก็พยามเดินอย่างทั่วถึง
- เจ หรือ ซารังเฮโย(5555) คือตอนเขาเดินมานี่แบบ เท่วะ คนอะไรทำไมไม่หล่อแต่เท่มากๆ ท่าดีดเบสที่เป็นเอกลักษณ์จนศิลปินรุ่นหลังเลียนแบบ เพราะเป็นไอดอลในดวงใจ เล่นดี ยิ้มทีนี่ระทวยกันเป็นแถบ จริงๆเราชอบเจที่ฟันไม่สวยนะ มันดูเถื่อนดี พอพี่แกไปจัดฟัน(หมอเดียวกะอิโนะป่าววะ)มา มันดูหน้าเถื่อนน้อยลงไปครึ่งนึง ยิ่งตัดผมทรงอีโมแบบนี้แล้ว เป๊ะเลย เกาหลีมาก แต่ กระนั้น ความเถื่อนก็ยังกลบได้หมด ยิ้มตลอด พยามเดินไปมาอย่างทั่วถึง เจเล่นกับคนดูไม่เยอะเท่าอิโนะรัน แต่เขาก็เรียกให้ช่วยกันร้อง ตอนโซโล่เบสเป็นอะไรที่รู้สึกว่าสนุกมาก เท่มาก ยอดเยี่ยมที่สุด จังหวะที่ใช้โซโล่เร็วชวนให้คนดูรู้สึกสนุกตามไปด้วย เมียพี่เจบอกว่าโซโลดูวัยรุ่นขึ้นมาก(ฮาาา) คือ เรียกว่า เร็ว และ สนุก ชวนให้เต้นมากกว่าเมื่อก่อน นั่นอาจเป็นประสบการณ์จากการทำงานเดี่ยวของเจเองก็ได้ เล่นได้ดีเข้าขากับชินยะมากแบบเป๊ะๆ พยามพูดทักทายด้วยสำเนียงที่ฟังแล้วปลื้ม(ว่าพูดแบบที่กรูฟังรู้เรื่อง)
- ชินยะ เป็นคนที่ถูกเรามองน้อยที่สุดเพราะเขาอยู่หลังกลอง เขาเป็นคนไม่หล่อ แต่เท่มาก รู้สึกถึงพลังงานที่มากเหลือตั้งแต่แรกเห็น ตีกลองยอดเยี่ยมมาก เท่สุด ยิ่งโซโล่กลองยิ่งไม่ต้องพูดถึง เราเองเคยคิดว่า โซโล่ชินยะเป็นอะไรที่น่าเบื่อ แต่พอวันที่ได้มาเห็นกับตาตัวเองมันรู้สึกเลยว่า มันไม่ใช่แบบนั้น จะเพราะจังหวะที่ค่อนข้างเร็ว หรืออะไรก็ตาม แต่มันทำให้เรารักโซโล่ของชินยะขึ้นอีก 100 เท่า ตีกลองได้สุดยอดมากๆ ตอนไม้กลองหัก เห็นเขาทำหน้าแบบมองนิดนึงแต่ก็ตีกลองต่อไปพร้อมกับมองสต๊าฟฟ์ไปด้วย ประมาณว่าเอาไม้อันใหม่มาที ตอนนั้นรู้สึกว่าชินยะมืออาชีพมากๆ ทรงผมที่ทำก็เท่สุดๆแต่พอเอาลงคนละเรื่องเลย = =" ตอนที่ชินยะยิ้มเรารู้สึกว่า นี่แหละ ชินยะแบบที่เราเคยเห็น(ในวีดีโอ)จริงๆนะ
- สุงิโซ เพราะเขาอยู่ฝั่งขวา เราเลยมองไปไม่ค่อยถึง แต่สุงิก็เดินไปเดินมา เห็นครั้งแรกรู้สึกว่า ตอแหลวะ(ฮาาา) นี่แหละสุงิที่ฉันเคยเห็น(ในวีดีโอ) ให้ความรู้สึกว่าสุงิเก่งน่ะ ตอนเดินมาแบบไม่รู้สึกเท่มากหรืออะไรนะ แต่ให้ความรู้สึกว่า อัจฉริยะเดินออกมาอะไรแบบนั้นมากกว่า ตอนกรีดกรายด้วยแล้วนี่แบบ ตายไปเลย ทำไมดูตอแหลมากๆแบบนี้(คือชอบนะ ไม่ใช่ไม่ชอบ 555) เขาเอนเตอร์เทนคนดูได้เก่งนะ อาศัยความตอแหลเข้าช่วย ทำให้มันน่ารักและออกมาดูดี พยามบิวท์ให้ช่ยกันร้อง แต่ที่ชอบมากที่สุดคงเป็นตอนที่เห็นสุงิสีไวโอลิน มันแบบ เฮ้ย สุงิสีให้ฟังจริงๆนะ มันมีอารมณ์และความรู้สึกอยู่ในเสียงที่ได้ยินด้วย ทำให้เรายิ่งชอบเสียงสีไวโอลินของสุงิโซ่มากขึ้นไปอีก
คอนเสิร์ตจบ
เดินออกมาแบบยิ้มชื่นมากแต่ละคน หน้าตาเหน็ดเหนื่อยราวกับไปออกรบ(555) เดินออกมาเจอพี่สายชลคนแรกยืนอยู่กับคนไทยหน้ตาไม่คุ้น ถามไปถามมา พี่สายบชลบอกว่าเก็บได้แถวนี้แหละน้องเขามาทัก ชื่อน้องเมย์ เรียนอยู่ที่กวางเจา(หรือกวางโจว???) นั่งแอร์พอร์ทเอ็กซ์เพรสมาดูคนเดียวด้วย ก็เลยคุยๆกันแล้วก็ชวนน้องเขากลับด้วยกัน เพราะน้องเขากลับทางม่งก๊ก แต่เราอยู่กันที่ จิมซานจุ่ย ตอนยืนรอรถ เจอแนทกับกอล์ฟ แอบเม้าท์เล็กน้อยแล้วลากันกลับแอร์พอร์ตลิงค์ แล้วไปต่อรถบัสที่สนามบินนั่งกลับบ้าน ทุกคนที่เดินออกมานี่หน้าตาแช่มชื่นมาก ยิ้ม คุยกันเสียงดัง มันรู้สึกว่า ดีจัง ที่ได้เห็นอะไรแบบนี้ ผู้คนเยอะแยะ ที่ตอนเข้าก็ตั้งตารอ พอตอนเดินออกก็เดินออกมาอย่างมีความสุข แถมทุกคนยังใส่ชุดสีดำเหมือนๆกัน มันดูเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันมากๆจริงๆ
กว่าจะกลับเข้าที่พักก็เฉียด ตี 1 กว่าจะได้อาบน้ำกันอีกละ แต่ละคนนั่งพร่ำเพ้อถึงคนที่ตัวเองชอบกันตลอดทางที่อยู่บนรถ พอกลับมาบ้านหมดแรงล้มประดาตายกันเลยทีเดียว เราชิงอาบน้ำก่อน แต่บิ๊บนี่ชิงหลับก่อนเลยเครื่องสำอางเพื่อนก็ไม่ล้าง = =" พี่สายชลบอก พี่ล้างหน้าพอ เดี๋ยวอาบน้ำค่อยว่ากันทีหลัง 555 คืนนั้น เรารู้แค่ว่า ทุกคนหลับกันสนิทมาก ไม่รู้ว่าฝันถึงคอนเสิร์ตที่ผ่านไปบ้างหรือเปล่า แต่เรารู้ว่ามันเป็นเวลาที่ยอดเยี่ยมที่สุดในชีวิตของเราเลย
ขอบคุณ บิ๊บ ที่ช่วยจัดการอะไรหลายๆอย่างให้ ทั้งเรื่องตั๋วเครื่องบิน ทั้งเรื่องการเดินทางตลอดเวลาที่อยู่ที่นั่น
ขอบคุณ นัท ที่ช่วยเรื่องบัตรคอนเสิร์ต จริงๆต้องบอกว่า ทั้งบิ๊บและนัท ช่วยกันจองตั๋วให้ แล้วยังที่พักอีก ถึงจะน่ากลัวไปหน่อย แต่ป้าๆก็ใจดีกันมากๆเลย แล้วห้องก็กว้างด้วย
ขอบคุณโนะริน ที่ดูอิโนะรันด้วยกัน แถมยังมานั่งรอฉันร้องไห้อีก 555
ขอบคุณ จง ที่นอกจากจะเป็นเจ้าแม่วิฟิ(wi fi) คอยอัพเดทเรื่องราวและรูปลงเฟสบุ๊คแล้วยังไปไหนมาไหนด้วยกันตลอด แถมเป็นตากล้องให้ตลอดทาง
ขอบคุณ เอ๋ บี(ทำไมมาเป็นคู่??) ฝาแฝดที่ไปหลงวิคตอเรียพีคด้วยกัน 555 ไปกับเอ๋กับบีมันมีแต่เรื่องขำๆ
ขอบคุณพี่สายชล ที่ทนนอนร่วมเตียงกับยุนะพี่ พี่เป็นคนสนุกสนานแต่น่าสงสารที่ต้องมานอนกับยุ(ยุไม่ได้เตะพี่ตกเตียงใช่มะ???)
ขอบคุณแคร์ คุณนาย RK คนสวยที่ร่วมเดินทางด้วยกัน เราไม่ได้ไปไหนกับแคร์เล้ยยยยย นอกจากไปคอนและไปกลับสนามบิน แต่เราสนุกกันได้เพราะมี LS เป็นจุดศูนย์รวม
ขอบคุณเชคกี้ ผู้มาทีหลัง แต่เชคกี้ช๊อปกระจายมาก 555 ไปเดินชอปเป็นเพื่อนกันจนลืมเวลาเลยทีเดียว^^
และสุดท้าย ความทรงจำดีๆทั้งหมด จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าไม่มีพวกเขา LUNA SEA ขอบคุณที่ทำให้เราได้มาเจอเพื่อนดีๆ ขอบคุณที่ทำให้เราได้มีความทรงจำที่แสนวิเศษติดตัวเราไปจนวันตาย ขอบคุณที่ทำให้เวลาสิ้นปีของเราเป็นเวลาที่แสนสุข
ในวันที่เขากลับมา มันทำให้เรานึกถึงฟิคชั่นเรื่องหนึ่ง ทั้งเรื่องเราชอบข้อความอยู่ไม่กี่ประโยค เราจำมันได้ไม่หมดเพราะมันก็ผ่านมา 10 ปีแล้ว แต่เนื้อหามันมีประมาณว่า
"LUNA SEA คือบ้านของเรา พวกเราแค่ไปท่องเที่ยวกัน อาจจะเป็นการทัวร์รอบโลกที่นานไปหน่อย แต่เราก็ยังคนที่เฝ้ารอเราอยู่ที่บ้านก็คือ SLAVE แม้จะเหลือไม่กี่คนก็ตาม แต่ที่บ้านหลังนั้นก็ยังมีความทรงจำดีๆของเราอยู่ในนั้น"
เรานึกถึงฟิคเรื่องนั้นขึ้นมาทันที เพราะสำหรับเราแล้ว ตอนที่เห็นคำว่า ปิดม่าน มันคือความรู้สึกที่จบสิ้นลงตรงนั้น เราเกลียดเพลง Love Song มาก เพราะมันเป็นซิงเกิ้ลสุดท้ายในตอนนั้น แต่ในวันที่เขากลับมาเปิดม่านเรากลับรัก Love Song ขึ้นมาทันที
ฉลาดที่ใช้คำว่าปิดม่าน เพราะ มันสามารถเปิดม่านขึ้นมาใหม่ได้ แต่ตอนนั้นเราไม่ได้คิดแบบนี้ พอมาถึงตอนนี้ มาหวนคิดดู เราดีใจที่ตอนนั้นได้ร้องไห้เพราะเขาปิดม่าน และตอนนี้เราดีใจที่ได้ร้องไห้เพราะพวกเขาได้กลับมาเปิดม่านเพื่อยืนอยู่ด้วยกันอีกครั้ง
ขอบคุณทุกอย่างที่เป็นคุณ LUNA SEA และ ขอบคุณทุกอย่างที่คุณทำให้ฉันได้พบเจอ
W.M






